มหัศจรรย์ ‘ข้าวโพดหวานม่วง’ พันธุ์ใหม่-ฝักใหญ่ ฝีมือคนไทย

ขอแนะนำผลผลิตทางการเกษตรที่กำลังมาแรงในหมู่ผู้บริโภคอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ ข้าวโพดหวานม่วง มีลักษณะเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นความแตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันในท้องตลาด ทำให้เป็นสินค้าที่มีความโดดเด่น และลักษณะสีม่วงซึ่งอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ลักษณะสีม่วงยิ่งเข้มมากเท่าไหร่ สารแอนโทไซยานินก็ยิ่งมีมากเท่านั้น

ข้าวโพดหวานม่วงเป็นสีม่วงเข้มจึงเป็นข้าวโพดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ขณะที่เปลือกเมล็ดเป็นสีม่วงแต่ภายในยังคงความเหลืองอยู่ จึงยังคงอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นดับเบิ้ลของการต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากทั้งฝักที่เป็นสีม่วงซึ่งอุดมไปด้วยแอนโทไซยานินแล้ว ในลำต้นก็เป็นสีม่วงและมีสารแอนโทไซยานินในปริมาณที่สูงอีกด้วย ดังนั้นหากนำต้นของข้าวโพดหวานม่วงไปเลี้ยงสัตว์ ก็ทำให้สัตว์ได้รับประโยชน์ด้วย มีความแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี

ความโดดเด่นของข้าวโพดหวานม่วงยังอยู่ที่การให้ผลผลิต ด้วยฝักขนาดใหญ่ น้ำหนักชั่งทั้งเปลือกเฉลี่ย 450-500 กรัม ทำให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูงอยู่ประมาณ 2,500-3,000 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ผลผลิตข้าวโพดหวานทั่วไปเฉลี่ยไร่ละ 2 ตันเท่านั้น ผลผลิตของข้าวโพดหวานม่วงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรพึงพอใจเลยทีเดียว

รวมทั้งคุณภาพของฝัก ซึ่งข้าวโพดหวานทั่วไปหากปลูกในสภาพดินที่ไม่ดีหรือได้รับธาตุอาหารไม่เหมาะสม จะทำให้ฝักมีเมล็ดขึ้นไม่เต็มโดยเฉพาะบริเวณปลายฝัก แต่ข้าวโพดหวานม่วงถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นมาให้ติดเมล็ดตลอดฝัก ทำให้ดูสวยงามน่ารับประทาน และเมื่อกัดเข้าไปจะพบว่าข้าวโพดหวานม่วงมีความกรอบ และมีค่าความหวานสูงถึง 16 บริกซ์

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดการดูแลด้วย และค่าความหวานที่สูงทำให้อายุหลังการเก็บเกี่ยวอยู่ได้นาน เพราะโดยปกติแล้วหลังจากเก็บข้าวโพดหวานจากต้นความหวานก็จะค่อย ๆ ลดลงตามอายุของการเก็บ บางครั้งเก็บไว้เพียงแค่ 1-2 วัน ความหวานก็แทบไม่เหลือแล้ว แต่พันธุ์หวานม่วงสามารถเก็บได้นาน 2-3 วัน โดยที่คุณภาพยังคงเดิม ทั้งเมล็ดไม่ยุบตัวด้วย ซึ่งถือเป็นอีกความโดดเด่นของข้าวโพดพันธุ์นี้

ข้าวโพดหวานม่วงเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี นอกจากความโดดเด่นในเรื่องต่าง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว เรื่องการปลูกและการดูแลยังทำได้ง่าย โตไว ต้านทานโรคและแมลงได้ดี โดยปัจจัยที่ใช้ในการผลิตก็เหมือนกับข้าวโพดหวานทั่วไป ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกยังคงเป็นสีเหลือง แต่จะให้ผลผลิตออกมาเป็นสีม่วง ซึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่อยู่ภายใน โดย 1 ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1 กิโลกรัม อายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 68-70 วัน ขณะที่ข้าวโพดหวานทั่วไปอยู่ที่ 70-74 วัน เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าถึง 3-4 วัน

ด้วยลักษณะของแอนโทไซยานินเมื่อถูกความร้อนแล้วละลายได้ ทำให้สีม่วงอาจละลายในน้ำที่ต้มหรือละลายติดมือผู้บริโภค จนผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจว่าเป็นข้าวโพดย้อมสีหรืออาจกลัวไม่กล้ารับประทาน ทั้งที่จริงแล้วสีดังกล่าวเป็นสีธรรมชาติไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด และมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยซ้ำ หากกลัวว่ามีสีติดมือก็ทิ้งไว้ให้เย็นเสียก่อนถึงค่อยรับประทาน หรือหากต้องการรับประทานแบบร้อน ๆ ก็อาจใช้ไม้หรือส้อมเสียบที่แกนเพื่อจับขึ้นมาก็ได้

สารแอนโทไซยานินจะอยู่ในพืชหลากหลายชนิด เช่น ดอกอัญชัน องุ่น มะเขือเทศบางพันธุ์ และที่มีสูงที่สุดก็คือในข้าวโพดพันธุ์นี้ ซึ่งธรรมชาติของสารแอนโทไซยานินสามารถละลายได้ในน้ำและความร้อน ดังนั้นการทำให้สุกโดยที่ให้คงคุณค่าของแอนโทไซยานินไว้ได้มากที่สุดมีอยู่ 2 วิธีการด้วยกัน

วิธีการแรกคือ การอบด้วยเตาไมโครเวฟ โดยลอกเปลือกออกเหลือติดฝักไว้ 3-4 กาบ นำใส่ตู้อบไว้ 9-10 นาที นำออกมาทิ้งให้เย็นก็นำมารับประทานได้

อีกวิธีหนึ่งก็คือ การต้ม แนะนำให้ต้มทั้งเปลือกเพื่อป้องกันไม่ให้แอนโทไซยานินละลายไปกับน้ำ พร้อมทั้งใส่เกลือเล็กน้อยในน้ำต้ม ก็ช่วยไม่ให้สีม่วงละลายออกมาด้วย เท่านี้ก็ได้รับประโยชน์จากแอนโทไซยานินจากข้าวโพดหวานม่วงได้อย่างเต็มที่แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูล : เกษตรกรก้าวหน้า,sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *